Black Ribbon

อุตสาหกรรมเหล็กแอฟริกาใต้เผชิญวิกฤตจากเหล็กราคาถูกนำเข้า

22 กรกฎาคม 2569
อุตสาหกรรมเหล็กแอฟริกาใต้เผชิญวิกฤตจากเหล็กราคาถูกนำเข้า

อุตสาหกรรมเหล็กของแอฟริกาใต้กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากการหลั่งไหลของเหล็กราคาถูกจากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตภายในประเทศ และการจ้างงาน โดย Mr. Ayabonga Cawe ตำแหน่ง Chief Commissioner of International Trade Administration Commission of South Africa (ITAC) ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวอยู่ในระดับ “ภาวะฉุกเฉิน” พร้อมสนับสนุนการประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าและมาตรการปกป้องทางการค้า (Safeguard Measures) สำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กหลายรายการ เพื่อปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศจากปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินของตลาดโลกและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

          Mr. Ayabonga Cawe อธิบายว่า ปัญหาหลักเกิดจากการที่หลายประเทศ เช่น จีน อินเดีย และตุรกี ได้ขยายกำลังการผลิตเหล็กอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ผ่านการก่อสร้างโรงถลุงเหล็กและโรงงานผลิตแห่งใหม่ ขณะที่อุปสงค์เหล็กของโลกไม่ได้ขยายตัวในอัตราเดียวกัน เนื่องจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและภาคก่อสร้างเติบโตต่ำกว่าที่คาด ส่งผลให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกินและสินค้าคงคลังจำนวนมาก ประกอบกับโรงงานผลิตเหล็กไม่สามารถหยุดหรือเริ่มเดินเครื่องได้ง่าย เนื่องจากมีต้นทุนและใช้พลังงาน ผู้ผลิตจึงยังคงเดินสายการผลิตและระบายสินค้าส่วนเกินออกสู่ตลาดโลกในราคาต่ำ ส่งผลให้เหล็กนำเข้าจำหน่ายในแอฟริกาใต้มีราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของผู้ผลิตภายในประเทศ

          ITAC ระบุว่า ภาวะดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตเหล็กรายสำคัญของแอฟริกาใต้ เช่น ArcelorMittal South Africa, Columbus Stainless, Scaw Metals Group, SA Metal Group และ Cape Gate ซึ่งบางบริษัทได้เสนอให้รัฐบาลปรับขึ้นภาษีนำเข้าสูงถึงร้อยละ 65.55 สำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กบางประเภท อย่างไรก็ตาม ITAC ได้เสนอให้ปรับขึ้นภาษีในระดับที่สอดคล้องกับเพดานที่องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) อนุญาต โดยเห็นว่ามาตรการดังกล่าวมีความจำเป็นเพื่อรับมือกับการเพิ่มขึ้นของการนำเข้า การตัดราคาสินค้า (Price Undercutting) และการหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า ซึ่งกำลังสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ

          ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหล็กของแอฟริกาใต้เริ่มปรากฏชัดเจน โดยโรงถลุงเหล็กหลายแห่งต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว ขณะที่กำลังการผลิตเหล็กของประเทศลดลงอย่างมาก จากกว่า 9 ล้านตันในช่วงปี 2550–2551 เหลือไม่ถึงครึ่งของระดับดังกล่าวในปัจจุบัน และการจ้างงานในอุตสาหกรรมเหล็กขั้นพื้นฐานลดลงจากกว่า 50,000 คนในไตรมาส 3 ปี 2552 เหลือประมาณ 23,000 คน ณ สิ้นปี 2568 นอกจากนี้ ITAC ยังเห็นว่า แนวโน้มการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหภาพยุโรป ซึ่งได้เพิ่มมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กของตนเอง ส่งผลให้เหล็กส่วนเกินจากตลาดโลกไหลเข้าสู่ประเทศที่ยังเปิดตลาดมากกว่า เช่น แอฟริกาใต้ จึงจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องใช้มาตรการทางการค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ

ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ : การใช้มาตรการปกป้องทางการค้าของแอฟริกาใต้สะท้อนถึงความพยายามรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ ท่ามกลางปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินของตลาดโลกและแนวโน้มการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ทั้งนี้ ผู้ส่งออกเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กของไทยควรติดตามการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีนำเข้าและมาตรการปกป้องทางการค้าของแอฟริกาใต้อย่างใกล้ชิด รวมถึงประเมินผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและวางแผนการส่งออกให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายการค้าของประเทศดังกล่าวต่อไป


แหล่งที่มา : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.